Jack Dorsey : Square กำลังวางแผนที่จะสร้าง Bitcoin DEX

Jack Dorsey เปิดเผยแผนเพิ่มผู้ใช้ Bitcoin ให้มากขึ้นผ่าน Bitcoin decentralized exchange ใหม่ “ TBD ” กำลังจะมา! 

แผนก TBD ใหม่ของ Square กำลังทำงานเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนแบบกระจายอำนาจที่เน้น Bitcoin

DEX ที่วางแผนไว้จะเป็นโอเพ่นซอร์สและไม่มีการอนุญาต แต่อนุญาตให้ผู้ใช้เติมเงินในกระเป๋าเงินโดยใช้สกุลเงิน fiat

CASH APP ของ Square เป็นที่นิยมสำหรับผู้ใช้ในการซื้อขาย Bitcoin แต่ความรักในการเป็นผู้นำ crypto ของคุณ Jack Dorsey นั้น ทำให้ทางบริษัทวางแผนที่จะเดินหน้าเพิ่มในวงการ โดยเมื่อเดือนที่แล้วได้มีการประกาศเปิดแผนกใหม่ที่เน้นเรื่อง Bitcoin โดยเฉพาะชื่อ TBD ขึ้นโดยบอกว่าจะเป็น DEX ที่เกิดขึ้นใหม่

decentralized exchange (DEX) ตาม blockchain อื่นๆ เป็นที่ยอมรับกันดี เช่น Uniswap, SushiSwap และ PancakeSwap ส่วน TBD นั้นตั้งเป้าไว้เพื่อจะเปิด DEX ที่เน้นเรื่อง Bitcoin เป็นหลักโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถนำเงินสกุล fiat หลากหลายแบบมาเปลี่ยนเป็น Bitcoin ได้

วิสัยทัศน์ของ Square เกี่ยวกับ Bitcoin DEX จะสร้างความแตกต่างจากเจ้าอื่น ตามที่คุณ Dorsey ได้ทวีตไว้ดังนี้

SEC ลงนามข้อตกลงเพื่อตรวจสอบธุรกรรมบน DeFi

US SEC รายงานว่าได้ลงนามในข้อตกลงมูลค่า $125,00 กับบริษัทวิเคราะห์บล็อคเชน AnChain.AI เพื่อช่วยตรวจสอบและควบคุมอุตสาหกรรม DeFi

ตามรายงานเมื่อวันศุกร์ โฆษกของบริษัท AnChain.AI ได้ยืนยันข้อตกลงกับ SEC โดยกล่าวว่า SEC และบริษัทมีทางเลือกในการลงนามในสัญญาเป็นเวลา 1 ปี โดยแยกเป็น 5 ฉบับ ด้วยมูลค่า $125,000 ต่อฉบับ หรือรวมทั้งหมด $625,000 โดยสัญญาฉบับแรกได้ถูกเขียนขึ้นแล้วในเดือนพฤษภาคม

คุณ Victor Fang กล่าวว่า ” ทาง SEC มีความกระตือรือร้นที่จะทำความเข้าใจกับโลกของ smart contract based digital assets ” 

เหตุการณ์นี้สืบเนื่องมาหลังจากที่คุณ Gary Gensler ประธาน SEC ได้เรียกร้องให้แอพต่างๆบน DeFi  ลงทะเบียนกับหน่วยงาน โดยอ้างว่า ” ยังมีแอพบางส่วนนั้นมีความเป็น centralized อยู่มาก ” คุณ Gensler กล่าวว่านักพัฒนาแพลตฟอร์ม DeFi และคนอื่น ๆ สามารถจัดตั้งทีมรวมศูนย์ที่อยู่ภายใต้กฎข้อบังคับของ SEC ได้ โดยทาง SEC เพิ่งประกาศเกี่ยวกับคดีแรกที่เกี่ยวข้องกับ DeFi ไป ซึ่งส่งผลให้มีการบังคับใช้กฎหมายในท้ายที่สุด

AnChain.AI ตั้งอยู่ในแคลิฟอร์เนีย เป็นให้บริการการวิเคราะห์บล็อคเชนและติดตามธุรกรรม crypto ผ่านเครือข่ายภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง ตามข้อมูลนั้นบริษัทได้พัฒนา solutions เพื่อให้ธุรกิจของบริษัทมีความปลอดภัยมากขึ้น โดยการระบุการทำธุรกรรมที่น่าสงสัยไว้ก่อน แทนที่จะต้องตรวจสอบทุกครั้งหลังเกิดการกระทำความผิดขึ้นแล้ว

Stablecoins เกือบ $2B ไหลเข้าสู่ exchanges ต่างๆเมื่อเร็ว ๆ นี้

Total supply ของ stablecoin บน exchange platforms ต่างๆนั้นพุ่งขึ้น all time high ที่เกือบ $20B 

เหตุการณ์นี้มีความหมายอย่างไร เรามาตามดูคอมเม้นต์ของ CEO จาก CryptoQuant เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้กัน

ข้อมูลใหม่จากบริษัทวิเคราะห์ออนไลน์ CryptoQuant แสดงให้เห็นว่าโทเค็นมูลค่าเกือบ $2B ถูกย้ายไปยัง exchange platform ต่างๆเมื่อเร็วๆ นี้

ตามที่คุณ Ki Young Ju CEO ของ CryptoQuant กล่าวว่า เงินฝากเข้าจำนวนมหาศาลนี้เป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับอุตสาหกรรม crypto

คุณ Ju ตั้งข้อสังเกตว่า crypto exchange platforms ส่วนใหญ่มักจะเติมเต็มตลาดเพื่อให้ผู้ใช้สามารถซื้อเหรียญต่าง ๆ รวมถึง Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH) และอื่น ๆ เนื่องจากผู้ค้าต้องการซื้อ assets เหล่านี้โดยการใช้ Stablecoins มากกว่าการใช้ fiat

เขาเสริมว่า exchanges platforms ต่างๆมีการสำรอง stablecoins ไว้เป็นจำนวนมากให้มั่นใจว่าผู้ใช้จะสามารถถอน asset ออกได้ในขณะที่เกิดความผันผวนในตลาดขึ้น

คุณ Ju กล่าวว่า “ ผู้คนกำลังแปลงเงิน Fiat ให้เป็น Crypto ”

คุณ Ju เชื่อว่าความต้องการ asset ที่มีเสถียรภาพสูงและการเคลื่อนไหวของ exchange platforms ต่างๆนั้นมีแนวโน้มที่ดีในระยะยาวเนื่องจาก “ ผู้คนกำลังแปลงเงิน fiat ให้เป็น crypto assets ”

ความคิดเห็นของคุณ Ju เกี่ยวกับการใช้ Stablecoin ที่เพิ่มขึ้นสำหรับการซื้อ crypto นั้นสัมพันธ์กับสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากความต้องการเงิน fiat ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างเช่น ผู้คนที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีเศรษฐกิจไม่มั่นคง เช่น อาร์เจนตินา บราซิล และไนจีเรีย 

ได้เลือกจะออมเงินของตัวเองเป็น stablecoin ที่ถูกหนุนด้วย fiat ที่แข็งค่าอย่าง USD เป็นต้นเพื่อลดความเสี่ยงในวิกฤตด้านการเงินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

หลังจากการไหลเข้าของ stablecoin กว่า $1.7B ทำให้ในขณะนี้ total supply ของ stablecoin พุ่งขึ้นไปติด all time high (ATH) ที่ $19.23B แล้ว ตามข้อมูลจาก CryptoQuant

การไหลเข้าของ stablecoin เพิ่มขึ้นมากกว่า 500% ตั้งแต่ต้นปี การเพิ่มขึ้นอย่างมากของ YTD อาจเป็นผลมาจากความสนใจใน crypto ที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ธนาคารกลางอินเดีย ( RBI ) อาจเริ่มโครงการนำร่อง CBDC ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้

ธนาคารกลางของอินเดียกำลังพิจารณาอย่างรอบคอบ ถึงข้อดีของการออกเงินรูปี (Rupee) ในรูปแบบดิจิทัล หรือ CBDC ที่อาจเริ่มมีการทดลองใช้ภายในสิ้นปีนี้ ในขณะที่การศึกษาเรื่อง CBDC ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่องทั่วโลก

Shaktikanta Das ผู้ว่าการ RBI กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่าธนาคารกลางกำลัง “ ระมัดระวังอย่างยิ่ง ” ในการจัดการกับ CBDC ที่อาจเกิดขึ้นใหม่นี้

ตามรายงานของ Das ทาง RBI มุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก CBDC ในภาคการเงินของอินเดีย โดยประเด็นดังกล่าวมีการควบคุมนโยบายการเงินอยู่ในระดับสูง โดยผู้ว่าการ RBI ยังเปิดเผยเพิ่มว่าทางธนาคารกำลังชั่งน้ำหนักประโยชน์ของการใช้แบบ centralized หรือ decentralized กับ CBDC ใหม่นี้

ตามรายงานก่อนหน้านี้คุณ Sankar รองผู้ว่าการ RBI กล่าวว่า เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่าธนาคารกำลังดำเนินการตามขั้นตอนสำหรับโครงนี้

ด้วยหน่วยงานด้านการเงินระดับโลก เช่น Bank for International Settlements ที่ผลักดันให้ CBDCs เพื่อใช้สู้กับ cryptocurrencies และ stablecoins โดยในขณะนี้มีธนาคารกลางหลายแห่งกำลังพัฒนา CBDC ของตนเองอยู่ ตามรายงานของสภาแอตแลนติกเมื่อเดือนกรกฎาคม ประเทศต่างๆกว่าที่คิดเป็นกว่า 90% ของ GDP ทั่วโลกนั้นอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนา CBDC

ประเทศจีนยังคงเป็นผู้นำในการแข่งขันด้าน CBDC ด้วยโครงการนำร่อง หลายโครงการเพื่อสร้างแรงจูงใจในการนำ digital yuan ไปใช้ ประเทศอื่นๆ

โรงแรมรายใหญ่ในสวิสแอลป์เปิดให้ชำระเงินด้วย crypto

Chedi Andermatt เปิดครั้งแรกในปี 2013 มีห้องพักและห้องสวีท 123 ห้อง โดยมีราคาเพียง 1,300 ฟรังก์ต่อคืนในช่วง high season คิดเป็นประมาณ 0.03 BTC หรือ 0.45 ETH รวมถึงมีบริการให้เช่าพื้นที่ด้วย BTC ด้วย

หลังจากสี่ปีของการพิจารณา โรงแรมระดับ 5 ดาวในพื้นที่หรูหราของเทือกเขาแอลป์สวิสก็พร้อมที่จะรับ Bitcoin (BTC) และ Ether (ETH) เป็นการชำระเงินจากลูกค้าที่เข้าพักแล้ว

ตามรายงานวันที่ 26 สิงหาคมจากสำนักข่าวสวิส Blick แขกที่โรงแรม Chedi Andermatt ได้รับอนุญาตให้ชำระค่าใช้จ่ายที่มากกว่า 200 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ $218 โดยใช้ Bitcoin หรือ Ether ได้แต่ดูเหมือนว่าราคาจะยังคงกำหนดเป็นเงินเฟียตเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวน โดยทางโรงแรมจะทำการแปลงสกุลเงิน crypto ที่ได้รับเป็นฟรังก์ทันทีหลังจากรับการชำระ

“ เราทราบมานานแล้วว่า crypto นั้นมีอนาคตในการใช้สำหรับการดำเนินการของโรงแรม ” Jean-Yves Blatt ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมกล่าว “ ในระหว่างการแพร่กระจายและการยอมรับการชำระเงินด้วยสกุลเงิน crypto ที่เพิ่มขึ้น เราภูมิใจที่ได้เป็นหนึ่งในโรงแรมหรูแห่งแรกของสวิสที่สามารถให้บริการรับชำระด้วย crypto แก่ลูกค้าของเราในฐานะวิธีการชำระเงินที่ปลอดภัย ”
ในขณะที่ธุรกิจจำนวนมากเริ่มนำ digital assets มาใช้ สวิตเซอร์แลนด์ก็คุ้นเคยกับผู้ใช้ crypto มานานแล้ว รัฐ Zug ของสวิส ซึ่งมักถูกเรียกกันว่า “ Crypto Valley ” เป็นที่ตั้งของบริษัท blockchain และ crypto หลายแห่ง อีกทั้งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Zug ประกาศว่าจะอนุญาตให้ผู้อยู่อาศัยจ่ายภาษีเป็น crypto เป็นครั้งแรก

ขณะนี้เราสามารถใช้โดเมน .com เพื่อส่งและรับ Ethereum ได้แล้ว!

Ethereum Name Service (ENS) มีบริการสร้างโดเมน .eth ซึ่งบอกว่าสามารถต่อต้าน censorship ได้

การใช้ ENS ทำให้ผู้คนสามารถส่ง ETH ไปยังเว็บไซต์ได้ และในตอนนี้คุณสามารถใช้ฟังก์ชันเดียวกันกับโดเมน .com เหมือนกับ .eth

ในตอนนี้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อกับ ENS ecosystem ได้ง่ายมาก ผู้ใช้เป็นเจ้าของข้อมูลและโดเมนสามารถใช้ตัวโดเมนนั้นเป็น crypto wallet ได้ด้วยในตัวเอง โดยทาง ENS ประกาศในวันนี้ว่าเจ้าของเว็บไซต์ที่มีระบบชื่อโดเมนแบบ (DNS) สามารถรวมเข้ากับ ENS ได้โดยตรงโดยไม่ต้องเปลี่ยนเป็นชื่อเป็น .eth อย่างที่เคยทำมาก่อน

The Domain Name System (DNS) เป็นระบบชื่อโดเมนที่อินเทอร์เน็ตสร้างขึ้น ซึ่งมันเชื่อมโยงชื่อโดเมนเช่น Google.com กับที่อยู่ IP เพื่อให้ผู้คนสามารถค้นหาและเรียกดูเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น

Ethereum Name Service (ENS) ก็จะคล้ายๆกันแต่โดเมน ENS นั้นเป็นแบบ decentralized เพื่อเพิ่มการต่อต้านการ censorship และทำหน้าที่เป็นที่อยู่แบบ .Ethereum โดยจะลดปัญหายุ่งยากในการพิมพ์ชื่อโดเมนที่ยาวเหยียดด้วยการใช้ชื่อโดเมนง่ายๆแทน ตัวอย่างเช่น CryptoDog.eth หรือ CryptoDog.com เป็นต้น

ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ ENS คุณ Brantly Millegan กล่าวในการประกาศในวันนี้ว่า ” ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นเจ้าของ  “ example.com ” บน DNS คุณสามารถนำเข้าไปกับ ENS ได้ เช่น example.com โดยไม่ต้องเปลี่ยนเป็น example.eth จากนั้นคุณสามารถส่งและรับ ETH และ asset อื่นๆ รวมถึง Dogecoin ผ่านโดเมนแบบ .com (หรือ .net, .org, .edu และอื่นๆ)

ความแตกต่างบางประการระหว่างชื่อแบบ .eth และชื่อ DNS บางอย่างจะยังมีอยู่เหมือนเดิม

Coinbase จ้างอดีตผู้บริหาร Facebook เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด

คุณ Kate Rouch จะเข้าร่วม Coinbase หลังจากกว่า 11 ปีในตำแหน่งต่างๆ ที่ Facebook

ในบล็อกโพสต์เมื่อวันพฤหัสบดี Emilie Choi ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Coinbase กล่าวว่าบริษัทได้ว่าจ้าง Rouch เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดคนใหม่ ซึ่งจะมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลแบรนด์ระดับโลกของ crypto exchange ตลอดจนการดูผลิตภัณฑ์ในตลาด จนกระทั่งเมื่อไม่นานนี้ เธอเป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาดแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่ Facebook แต่ตอนนี้เธอตั้งเป้าที่จะ ” นำผู้คนหลายล้านคนเข้าสู่วงการ crypto “

“ ฉันได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับ crypto และ ecosystem ที่มันช่วยให้เกิดขึ้นได้ ” Rouch กล่าวว่า “ ฉันแทบรอไม่ไหวที่จะเริ่มต้นในการแนะนำผู้คนอีกหลายล้านคนให้รู้จักประโยชน์ของ crypto ”

การเพิ่ม Rouch เกิดขึ้นในขณะที่ Coinbase อยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงจำนวนพนักงานในปี 2021 เมื่อต้นปีนี้ บริษัทได้ประกาศว่า Faryar Shirzad อดีตสมาชิกสภาความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว จะกลายเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายนโยบายของบริษัท บริษัทยังวางแผนที่จะขยายไปเปิดสาขาที่อินเดียด้วยการว่าจ้าง Pankaj Gupta หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมของ Google Pay

ขณะที่ Rouch อยู่ที่ Facebook จำนวนผู้ใช้งานรายเดือนได้เพิ่มขึ้นจาก 500M เป็น 3B ทั่วโลก Coinbase ในขณะนี้ transaction 8.8M ครั้งต่อเดือน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 โดยมีลูกค้าทั้งหมด 56M รายและดูเหมือนว่าต้องการพึ่งพาประสบการณ์ของ Rouch เพื่อเติบโตต่อไป

Producer จาก HBO จะสร้างซีรีส์เกี่ยวกับ Crypto

Rob Weiss ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีจากซีรีส์ HBO ” Entourage ” และ ” Ballers” เกี่ยวกับโลกของ Broey Hollywood B-lister ได้หันมาสนใจเกี่ยวกับ cryptocurrency

ตามรายงานจาก Variety คุณ Weiss จะกำกับซีรี่ย์ ” Hold On for Dear Life ” ซึ่งเป็นคำที่มาจาก HODL ซึ่งเป็นศัพท์ยอดฮิตในวงการ crypto (จริง ๆ แล้ว HODL มาจากการพิมพ์ผิดในฟอรัม Bitcoin)

ตัวโชว์จะมีเป้าหมายเฉพาะกลุ่มมาก 

ซีรีส์นี้อิงจากตัวเอกหนุ่ม Mel ผู้สร้างโทเค็นเพื่อเป็นเกียรติแก่เพื่อนสนิทของเธอที่หายตัวไป จากนั้นเธอจะคลุกคลีกับวงการ crypto ที่ ” Silicon Valley ” หรือ ” Betas ” ร่วมกับเพื่อนๆของเธอ รวมถึงเหล่าคนรัก Lamborghini

เช่นเดียวกับ ” Entourage ” และ ” Ballers ” ตัวเรื่องจะเป็นแนว comedy แต่ก็จะมีฉากที่ซีเรียสสอดแทรกอยู่เป็นช่วงๆ ตัวซีรีย์นั้นมีการ minted โทเค็นของตัวเองชื่อ ERC20 บน Ethereum blockchain เพื่อให้ผู้ถือได้รับส่วนแบ่งของผลกำไรซีรีส์ การขายโทเค็นจะนำไปสู่การระดมทุนในการผลิต

ซีรีส์ 10 ตอนจะถูกเขียนโดย Suhh Toshee ในนามแฝง ( get it? ) สร้างโดย Mark Pennell, Satoshi Nakamoto Productions และ MAP Group

ท่ามกลางสงครามกลางเมืองกับกลุ่ม Taliban นักขุด crypto พากันหนีออกจากอัฟกานิสถาน

ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันเชื่อว่ากลุ่มตาลีบันจะจำกัดการเข้าถึงสมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ต ทำให้การขุดคริปโตเป็นไปไม่ได้ ทำให้พบเห็นผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันที่วางแผนจะเริ่มต้นธุรกิจการขุด crypto บางส่วนถูกจับกุมในตุรกีหลังจากข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมาย

ตามรายงานของ Reuters เป้าหมายของผู้ลี้ภัยชื่อ Muhammad Ali คือการขุด Bitcoin หรือ Ether ในอัฟกานิสถานก่อนการยึดครองของตาลีบันครั้งล่าสุด เขาถูกบังคับให้หนีออกนอกประเทศ เขาอ้างว่าด้วยข้อจำกัดเกี่ยวกับเสรีภาพส่วนบุคคล เช่นการใช้สมาร์ทโฟนที่มีกล้องอาจถือว่าผิดกฎหมายได้ และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

Ali ซึ่งก่อนหน้านี้มีช่อง YouTube ที่เขาพูดคุยเกี่ยวกับหัวข้อทางการเงิน มีรายงานด้วยว่ากลุ่มตาลีบันเข้ายึดพื้นที่ต่างๆที่มีประชากรอยู่มาก ตั้งแต่ทิศเหนือของอิหร่าน จนถึงเขตพรมแดนตุรกี-อิหร่าน รวมระยะทางกว่า 2,000 กม.อย่างไรก็ตาม เขารายงานว่ากลุ่มของเขาถูก ” ตำรวจจับกุม ” หลังจากเข้าตุรกีได้ไม่นาน

รายงานจากอัฟกานิสถานชี้ให้เห็นว่าผู้คนหลายแสนคนกำลังพยายามหนีออกนอกประเทศท่ามกลางการถอนทหารของสหรัฐฯ บางคนกำลังรอรัฐบาลต่างประเทศเพื่อดำเนินการขอวีซ่าเพื่อให้พวกเขาสามารถบินออกจากสนามบินของคาบูล ในขณะที่คนอื่น ๆ เช่น Ali พยายามหลบหนีผ่านเขตพรมแดน แม้ว่าทางการตุรกีจะมีรายงานว่าไม่ได้ส่งผู้ลี้ภัยที่ถูกจับได้กลับไปยังอัฟกานิสถาน แต่พวกเขาถูกเนรเทศไปยังอิหร่านแทน

ณ วันนี้ ประธานาธิบดี Joe Biden กล่าวว่า กองทัพสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระหว่างการถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถานภายในวันที่ 31 ส.ค. ซึ่งเป็นเส้นตายที่จะบรรลุข้อตกลงกับกลุ่มตาลีบัน

Celsius เป็นแพลตฟอร์ม CeFi และ DeFi แรกที่มีมูลค่ารวมเกิน $20B AUM

ในเดือนมีนาคม ผลการวิจัยจาก Alpha Sigma Capital ชี้ให้เห็นว่าแพลตฟอร์มจะมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารถึง $30B ภายในสิ้นปี 2025

แพลตฟอร์มการให้ยืม Crypto ของ Celsius Network ได้รายงานว่ามี digital asset มากกว่า $20B ทำให้บริษัทกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดบน DeFi

ในการประกาศเมื่อวันอังคาร Celsius กล่าวว่าบริษัทเติบโตขึ้นมากกว่า 1,900% ภายในเวลาน้อยกว่าหนึ่งปี จาก $1Bในเดือนมิถุนายน 2020 เป็น $20.3B ณ วันที่ 13 ส.ค. บริษัทดำเนินการตรวจสอบภายในโดยใช้เทคโนโลยีจาก Chainalysis และยังระบุว่ามีการเพิ่ม digital asset ใหม่ประมาณ $1B ต่อเดือน

ตามที่ Alex Mashinsky ซีอีโอของ Celsius ได้กล่าวไว้ว่า การเติบโตของแพลตฟอร์มนั้นมาจาก “การให้กู้ยืมต้นทุนต่ำและผลตอบแทนดอกเบี้ยสูงจาก 43 cryptocurrencies ” รวมถึงรูปแบบที่เน้น community เป็นศูนย์กลาง (community-centric model) ในเว็บไซต์ของ Celsius ขณะนี้จะเห็นว่าแพลตฟอร์มนี้มีผู้ใช้มากกว่า 962,000 ราย หรือประมาณ 1% ของเป้าหมายในการ ” นำผู้คนอีก 100 ล้านคนเข้าสู่วงการ crypto “

ในเดือนมีนาคม ผลการวิจัยจาก Alpha Sigma Capital ซึ่งเป็นนักลงทุนใน Celsius เองด้วย บอกว่าแพลตฟอร์มจะมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารถึง $30B ภายในสิ้นปี 2025 แม้ว่า DeFi จะหยุดชะงักจากการแฮคครั้งใหญ่ ผ่านช่องโหว่ในเครือข่าย Poly ในเดือนนี้ 

Celsius ได้มอบผลตอบแทนให้กับผู้ฝากเงินจำนวนกว่า $468M ภายในปีที่แล้ว